ใครที่กำลังมองหาวิธีลดริ้วรอยหรือปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้น คงเคยได้ยินชื่อ Botox มาบ่อย ๆ แต่อีกชื่อหนึ่งที่ถูกพูดถึงไม่แพ้กันในวงการความงาม คือ Dysport ที่หลายคนเริ่มสนใจเพราะได้ยินว่าให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและกระจายตัวได้ดี
แต่ Dysport คืออะไร ทำงานอย่างไร ต่างจาก Botox แค่ไหน และเหมาะกับใครบ้าง บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จัก Dysport แบบครบทุกแง่มุม ตั้งแต่หลักการทำงาน บริเวณที่ฉีด การเปรียบเทียบกับ Botox ไปจนถึงการดูแลตัวเองหลังฉีด เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจที่สุด
Dysport คืออะไร?
Dysport คือชื่อทางการค้าของยา Abobotulinum Toxin Type A ซึ่งเป็นโปรตีนที่สกัดมาจากแบคทีเรีย Clostridium Botulinum สายพันธุ์ที่ผ่านการทำให้บริสุทธิ์แล้ว ผลิตจากประเทศฝรั่งเศสและได้รับการรับรองจาก FDA สหรัฐอเมริกา รวมถึง อย. ไทย ใช้กันแพร่หลายในวงการแพทย์มากว่า 30 ปี
Dysport เป็นตัวยาประเภทไหน
Dysport จัดอยู่ในกลุ่มยา Botulinum Toxin Type A เช่นเดียวกับ Botox และ Xeomin โดยมีคุณสมบัติในการยับยั้งการส่งสัญญาณประสาทไปสู่กล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดผ่อนคลายลง
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นยากลุ่มเดียวกัน แต่ Dysport มีสูตรและคุณสมบัติเฉพาะตัวที่แตกต่างจาก Botox โดยเฉพาะเรื่องการกระจายตัวของยา ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป
Dysport ทำงานกับกล้ามเนื้ออย่างไร
เมื่อ Dysport ถูกฉีดเข้าสู่กล้ามเนื้อ ตัวยาจะไปยับยั้งการหลั่งสาร Acetylcholine ที่เซลล์ประสาทใช้ส่งสัญญาณให้กล้ามเนื้อหดตัว เมื่อกล้ามเนื้อหดตัวไม่ได้ ก็จะคลายตัวลง ทำให้ริ้วรอยที่เกิดจากการเกร็งของกล้ามเนื้อจางลง และกล้ามเนื้อที่หนาเกินไปก็จะเล็กลงตามไปด้วย
ผลของ Dysport เป็นแบบชั่วคราว เพราะร่างกายจะค่อย ๆ ฟื้นฟูเส้นประสาทและกล้ามเนื้อกลับมาทำงานปกติในเวลาประมาณ 4-6 เดือน
Dysport นิยมใช้ฉีดบริเวณไหนบ้าง
Dysport นิยมใช้ฉีดในหลายจุดบนใบหน้าและร่างกาย โดยจุดยอดนิยมได้แก่ บริเวณหน้าผากเพื่อลดริ้วรอยจากการขมวดคิ้ว หางตาเพื่อลดรอยตีนกา ระหว่างคิ้วเพื่อลดรอยขมวดคิ้ว และกรามเพื่อลดขนาดกล้ามเนื้อแก้มให้ใบหน้าเรียวลง
นอกจากนี้ยังนิยมฉีดที่บริเวณคอเพื่อลดเส้นคอชัด ปลายจมูกเพื่อยกปลายจมูกให้สวยขึ้น มุมปากเพื่อยกมุมปากที่ตก และบริเวณรักแร้เพื่อรักษาเหงื่อออกมากผิดปกติ
Dysport ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง?
Dysport ใช้ได้กว้างกว่าที่หลายคนคิด ไม่ได้จำกัดแค่การลดริ้วรอย
ในด้านความงาม Dysport ช่วยลดริ้วรอยที่เกิดจากการเกร็งของกล้ามเนื้อ ทั้งริ้วรอยหน้าผาก ตีนกา รอยขมวดคิ้ว และริ้วรอยบนสันจมูก นอกจากนี้ยังช่วยปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้น โดยฉีดที่กรามเพื่อลดขนาดกล้ามเนื้อ Masseter ที่ทำให้หน้าดูบาน
Dysport ยังช่วยยกกระชับมุมปากและคิ้วที่ตกตามวัย ทำให้ใบหน้าดูสดใสและอ่อนเยาว์ขึ้น รวมถึงช่วยปรับสมดุลใบหน้าในคนที่มีกล้ามเนื้อใบหน้าสองข้างไม่เท่ากัน
ในด้านการแพทย์ Dysport ใช้รักษาภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ (Hyperhidrosis) รักษาอาการกล้ามเนื้อกระตุก ปวดศีรษะไมเกรนเรื้อรัง และอาการคอเอียง (Cervical Dystonia)
หากกำลังหาวิธียกกระชับหน้าแบบที่ไม่ต้องผ่าตัด การฉีด Dysport เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและสามารถใช้ร่วมกับเทคนิคอื่น ๆ เพื่อให้ใบหน้าโดยรวมดูสดใสขึ้น
Dysport เหมาะกับใคร?
จริงๆ แล้ว Dysport เหมาะกับคนหลายกลุ่ม ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและสภาพผิว คนที่เหมาะกับการฉีด Dysport มากที่สุด ได้แก่ คนที่มีริ้วรอยจากการเกร็งกล้ามเนื้อชัดเจน คนที่มีกรามใหญ่ทำให้ใบหน้าดูบาน คนที่ต้องการยกกระชับใบหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด คนที่อายุ 25 ปีขึ้นไปที่เริ่มมีสัญญาณริ้วรอย และคนที่มีปัญหาเหงื่อออกมากบริเวณรักแร้
อย่างไรก็ตาม Dysport อาจไม่เหมาะกับบางกลุ่ม เช่น หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร คนที่มีโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เช่น Myasthenia Gravis คนที่แพ้โปรตีนนมวัว เพราะ Dysport มีส่วนผสมของ Cow’s Milk Protein คนที่กำลังกินยาปฏิชีวนะกลุ่ม Aminoglycosides และคนที่มีการติดเชื้อบริเวณที่ต้องการฉีด
Dysport ต่างจาก Botox อย่างไร?
หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุดเกี่ยวกับ Dysport คือมันต่างจาก Botox อย่างไร มาดูกันแบบละเอียด
ความแตกต่างด้านคุณสมบัติของตัวยา
แม้จะเป็นยากลุ่ม Botulinum Toxin Type A เหมือนกัน แต่ Dysport มีโมเลกุลของโปรตีนเล็กกว่า Botox ทำให้กระจายตัวในชั้นกล้ามเนื้อได้ดีกว่า ส่วน Botox มีโมเลกุลใหญ่กว่า จึงค่อนข้างคงตำแหน่งและมีความแม่นยำสูง
หน่วยวัดของยาก็ต่างกัน โดย 1 ยูนิตของ Botox จะเทียบเท่าประมาณ 2.5-3 ยูนิตของ Dysport ดังนั้นจำนวนยูนิตที่ใช้ในการฉีดจึงแตกต่างกัน แต่ราคาต่อผลลัพธ์ใกล้เคียงกัน
ความแตกต่างด้านการกระจายตัวและตำแหน่งที่เหมาะสม
Dysport กระจายตัวได้กว้างกว่า จึงเหมาะกับการฉีดในบริเวณที่ต้องการให้ยาทำงานเป็นวงกว้าง เช่น หน้าผาก ตีนกา และกราม ในขณะที่ Botox เหมาะกับการฉีดในจุดที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น ระหว่างคิ้ว มุมปาก หรือบริเวณที่อยู่ใกล้กล้ามเนื้อสำคัญ
นอกจากนี้ Dysport มักออกฤทธิ์เร็วกว่า Botox โดยเห็นผลภายใน 2-3 วัน ในขณะที่ Botox อาจใช้เวลา 5-7 วัน ทำให้คนที่อยากเห็นผลเร็วนิยมเลือก Dysport
ควรเลือก Dysport หรือ Botox จากอะไร?
การเลือกระหว่าง Dysport กับ Botox ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น บริเวณที่ต้องการฉีด ความเร็วในการเห็นผล งบประมาณ และประสบการณ์ของแพทย์
คนที่ต้องการเห็นผลเร็วและฉีดในบริเวณกว้าง อาจเหมาะกับ Dysport ในขณะที่คนที่ต้องการความแม่นยำสูงในจุดเล็ก ๆ อาจเหมาะกับ Botox มากกว่า แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะแนะนำตัวเลือกที่ดีที่สุดตามสภาพผิวและเป้าหมายของคุณ
Dysport กี่วันเห็นผล และอยู่ได้นานแค่ไหน?
โดยทั่วไป Dysport จะเริ่มออกฤทธิ์ภายใน 2-3 วันหลังฉีด และเห็นผลเต็มที่ในวันที่ 7-14 ตัวยาจะค่อย ๆ ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว ริ้วรอยจางลงเรื่อย ๆ จนเห็นผลลัพธ์ที่ต้องการ
ผลของ Dysport จะคงอยู่ประมาณ 4-6 เดือน ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีด ปริมาณยาที่ใช้ ระบบการเผาผลาญของแต่ละคน และพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อใบหน้า คนที่ใช้กล้ามเนื้อใบหน้าเยอะ เช่น พูดเยอะ หัวเราะมาก ผลอาจจะอยู่สั้นกว่าคนที่ใช้กล้ามเนื้อน้อย
เพื่อรักษาผลลัพธ์ให้ต่อเนื่อง แนะนำให้ฉีดซ้ำทุก 4-6 เดือน โดยการฉีดต่อเนื่องจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นทำงานน้อยลง และอาจช่วยให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้นในระยะยาว
ก่อนฉีด Dysport ควรรู้อะไรบ้าง?
สิ่งที่ควรทำก่อนฉีดประมาณ 1 สัปดาห์ คือหยุดยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน วิตามินอี น้ำมันปลา และสมุนไพรบางชนิด เช่น ใบแปะก๊วย โสม เพื่อลดความเสี่ยงของรอยช้ำหลังฉีด
นอกจากนี้ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 24-48 ชั่วโมงก่อนฉีด พักผ่อนให้เพียงพอ และมาตามนัดโดยไม่แต่งหน้าหนา หากเคยมีประวัติแพ้ยาหรือมีโรคประจำตัว ควรแจ้งแพทย์ให้ทราบล่วงหน้า
ในวันที่ฉีด แพทย์จะตรวจประเมินใบหน้า ทำเครื่องหมายตำแหน่งที่จะฉีด และอาจทายาชาเฉพาะที่ก่อน การฉีดใช้เวลาเพียง 10-15 นาที โดยใช้เข็มขนาดเล็กมาก จึงรู้สึกเจ็บไม่มาก
หลังฉีด Dysport ควรดูแลตัวเองอย่างไร?
ภายใน 4-6 ชั่วโมงแรกหลังฉีด ควรนั่งหรือยืนตัวตรง ไม่นอนราบ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาไหลไปบริเวณที่ไม่ต้องการ หลีกเลี่ยงการนวด กด หรือสัมผัสบริเวณที่ฉีด เพราะอาจทำให้ยากระจายตัวผิดตำแหน่ง
ใน 24 ชั่วโมงแรก ควรงดออกกำลังกายหนัก งดซาวน่าและห้องอบไอน้ำ งดดื่มแอลกอฮอล์ และหลีกเลี่ยงการก้มหน้านาน ๆ เช่น การนวดหน้า การทำสปาหน้า ในช่วงสัปดาห์แรกก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน
อาการที่อาจเกิดขึ้นและเป็นเรื่องปกติ ได้แก่ รอยช้ำเล็ก ๆ บริเวณที่ฉีด ปวดศีรษะเล็กน้อย หรือรู้สึกตึงผิดปกติชั่วคราว อาการเหล่านี้จะหายเองภายใน 1-3 วัน
หากกำลังพิจารณาการยกกระชับหน้าด้วยวิธีต่าง ๆ การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้คุณเลือกเทคนิคที่เหมาะกับเป้าหมายและสภาพผิวของตัวเองได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็น Dysport, Botox, การร้อยไหม หรือเลเซอร์ต่าง ๆ คลิกติดต่อผู้เชี่ยวชาญ
สรุป Dysport คืออะไร เหมาะกับใคร?
Dysport คือยาในกลุ่ม Botulinum Toxin Type A ที่ใช้รักษาริ้วรอยและปรับรูปหน้าให้ดูเรียวสวยขึ้น โดยทำงานผ่านการคลายกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีด ให้ผลลัพธ์ที่เห็นชัดภายใน 2-3 วันและคงอยู่ได้ 4-6 เดือน
เหมาะกับคนที่มีริ้วรอยจากการเกร็งกล้ามเนื้อ คนที่มีกรามใหญ่ และคนที่ต้องการยกกระชับใบหน้าโดยไม่ผ่าตัด อย่างไรก็ตาม การฉีด Dysport ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ใช้ตัวยาแท้ที่ผ่าน อย. และทำในคลินิกที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและปลอดภัยที่สุด
คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับ Dysport
Q: ฉีด Dysport อันตรายไหม?
A: หากฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและใช้ตัวยาแท้ ถือว่าปลอดภัยและเป็นหัตถการที่ทำกันทั่วโลก แต่หากฉีดผิดวิธีหรือใช้ยาปลอม อาจเกิดผลข้างเคียง เช่น หนังตาตก ใบหน้าไม่สมมาตร หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงชั่วคราว
Q: ฉีด Dysport แล้วหน้าจะแข็งไหม?
A: หากฉีดในปริมาณที่เหมาะสม ใบหน้าจะยังขยับได้ปกติ ไม่แข็งทื่อ แต่หากฉีดในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้ใบหน้าดูไม่เป็นธรรมชาติ แพทย์ที่ดีจะปรับปริมาณให้พอดีกับแต่ละคน
Q: ฉีด Dysport ครั้งแรกควรเริ่มฉีดบริเวณไหน?
A: ขึ้นอยู่กับปัญหาที่ต้องการแก้ไข แต่บริเวณยอดนิยมสำหรับมือใหม่ คือ หน้าผาก ตีนกา และระหว่างคิ้ว เพราะให้ผลลัพธ์ที่เห็นชัดและกระทบกล้ามเนื้ออื่นน้อย
Q: ฉีด Dysport ทุก ๆ กี่เดือน?
A: แนะนำให้ฉีดซ้ำทุก 4-6 เดือน เพื่อรักษาผลลัพธ์ให้ต่อเนื่อง การฉีดบ่อยกว่านี้อาจทำให้เกิดการดื้อยาในระยะยาว
