ฟิลเลอร์ใต้ตา อยู่ได้นานไหม? เจาะลึกทุกข้อสงสัย พร้อมเคล็ดลับดูแลตัวเองให้ผลลัพธ์อยู่ยาวนาน

ฟิลเลอร์ใต้ตา

ปัญหาใต้ตาไม่ว่าจะเป็นเบ้าตาลึก ถุงใต้ตา หรือรอยคล้ำสะสม คือตัวการสำคัญที่ทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าและแก่กว่าวัย จนหลายคนตัดสินใจเลือกใช้ทางลัดยอดนิยมอย่างการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เพื่อคืนความสดใสให้อิ่มฟูทันใจ แต่คำถามสำคัญที่ติดอยู่ในใจใครหลายคน และเป็นประเด็นที่มีการค้นหามากที่สุดก็คือ ฟิลเลอร์ใต้ตา อยู่ได้นานไหม เพราะแน่นอนว่าเมื่อเราลงทุนกับความงามแล้ว ใครๆ ก็อยากให้ผลลัพธ์นั้นคงอยู่กับเราไปนานที่สุด คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป 

บทความนี้จะพาคุณไปหาคำตอบว่าโดยปกติแล้วฟิลเลอร์มีอายุการใช้งานกี่เดือน ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ฟิลเลอร์สลายตัวเร็วกว่ากำหนด รวมถึงข้อควรปฏิบัติที่คุณสามารถทำได้เองเพื่อล็อกความสวยของใต้ตาให้ยาวนานและคุ้มค่าที่สุด

ฟิลเลอร์ใต้ตา อยู่ได้นานไหม

ปัจจัยที่กำหนดระยะเวลาของฟิลเลอร์

หลายคนอาจเคยสงสัยหรือเปรียบเทียบกับคนรอบข้างว่า ทำไมเพื่อนฉีดฟิลเลอร์ยี่ห้อเดียวกันกับเรา แต่ทำไมของเพื่อนดูอยู่ได้นานกว่า หรือบางคนผ่านไปเพียงไม่กี่เดือนก็เริ่มรู้สึกว่าใต้ตาเริ่มกลับมาลึกอีกครั้ง? ในความเป็นจริงแล้ว ระยะเวลาการสลายตัวของสารเติมเต็ม Hyaluronic Acid ไม่ใช่ตัวเลขที่ตายตัว แต่มันคือผลลัพธ์ที่เกิดจากตัวแปรหลายด้านประกอบกัน 

การทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้คุณคาดการณ์ระยะเวลาของผลลัพธ์ได้แม่นยำขึ้น แต่ยังช่วยให้คุณวางแผนการดูแลตัวเองเพื่อรักษาความเต่งตึงให้อยู่คู่กับใบหน้าได้ยาวนานที่สุด โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลต่ออายุของฟิลเลอร์ใต้ตาสามารถแบ่งออกเป็น 3 ด้านสำคัญ 

ยี่ห้อและรุ่นของฟิลเลอร์

การเลือกยี่ห้อและรุ่นของฟิลเลอร์เป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อความสวยที่เป็นธรรมชาติและความคุ้มค่าของเงินที่จ่ายไป ในปี 2026 นี้ เทคโนโลยีฟิลเลอร์มีการพัฒนาไปไกลมาก โดยแต่ละแบรนด์ชั้นนำจะมีรุ่นเฉพาะที่ถูกออกแบบมาเพื่องานใต้ตาโดยเฉพาะ

1.Restylane (สวีเดน) ต้นตำรับความเนียนเป็นธรรมชาติ

Restylane ใช้เทคโนโลยี NASHA และ OBT ที่โดดเด่นเรื่องการยกกระชับและการกลืนไปกับผิว 

  • Restylane Vital Light: เหมาะสำหรับคนที่มีผิวใต้ตาบางมาก หรือมีริ้วรอยเล็กๆ เนื้อเจลมีความละเอียดสูง ช่วยให้ใต้ตาดูชุ่มชื้นเหมือนเติมน้ำให้ผิว (อยู่ได้ประมาณ 6-10 เดือน)
  • Restylane Defyne: เป็นรุ่นเนื้อแข็งที่มีความยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับเติมใต้ตาในชั้นลึกเพื่อรองรับโครงสร้างกระดูกที่ยุบตัว ช่วยให้ถุงใต้ตาดูจางลง (อยู่ได้นานถึง 18 เดือน)

2.Juvederm (อเมริกา) เทคโนโลยี Vycross เพื่อความคงทน

โดดเด่นด้วยเนื้อเจลที่เรียบเนียน ไม่ค่อยบวมหลังฉีด และอุ้มน้ำได้พอดีๆ ไม่ทำให้ใต้ตาดูตุ่ย

  • Juvederm Volite: เน้นงานผิว ช่วยให้ใต้ตาเรียบเนียนและชุ่มชื้น (อยู่ได้ประมาณ 9-12 เดือน)
  • Juvederm Volbella: รุ่นยอดฮิตสำหรับเก็บรายละเอียดร่องน้ำตาและริ้วรอยตื้นๆ เนื้อนิ่มและเนียนมาก (อยู่ได้นานประมาณ 12 เดือน)
  • Juvederm Volux: สำหรับเคสที่กระดูกใต้ตายุดตัวมาก แพทย์อาจใช้รุ่นนี้ในจุดที่ต้องการการคงรูปสูง (อยู่ได้นาน 18-24 เดือน)

3.Belotero (สวิตเซอร์แลนด์) ฉายา ฟิลเลอร์กลืนผิว

ใช้เทคโนโลยี CPM ที่ทำให้เนื้อฟิลเลอร์รวมตัวเป็นเนื้อเดียวกับผิวได้ดีเยี่ยม ลดโอกาสการเกิดลำหรือก้อน 

  • Belotero Soft: เนื้อละเอียดที่สุด สำหรับริ้วรอยตื้นๆ รอบดวงตา (อยู่ได้ 6-12 เดือน)
  • Belotero Balance: รุ่นมาตรฐานสำหรับเติมร่องน้ำตา ให้ผลลัพธ์ที่ละมุนตามาก (อยู่ได้นานประมาณ 12 เดือน)

4.Neuramis (เกาหลี) คุณภาพคุ้มค่า ราคาสบายกระเป๋า

เป็นแบรนด์ยอดนิยมสำหรับคนที่เริ่มต้นเข้าวงการฟิลเลอร์ เนื่องจากราคาเข้าถึงง่ายและเห็นผลชัดเจน

  • Neuramis Deep: แม้จะเป็นรุ่นสารพัดประโยชน์ แต่แพทย์ที่มีเทคนิคดีสามารถนำมาใช้เติมใต้ตาชั้นลึกได้ดี (อยู่ได้นานประมาณ 6-10 เดือน)

พฤติกรรมการใช้ชีวิต

แม้คุณจะเลือกใช้ฟิลเลอร์รุ่นพรีเมียมที่การันตีความคงทนนานนับปี หรือรับบริการจากแพทย์มือหนึ่งที่มีเทคนิคการฉีดขั้นสูงเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่แพทย์ไม่สามารถควบคุมแทนคุณได้เลยก็คือ พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน 

ฟิลเลอร์ชนิด Hyaluronic Acid นั้นมีคุณลักษณะพิเศษคือความไวต่อปัจจัยภายนอกและสภาวะภายในร่างกาย พฤติกรรมบางอย่างที่เราทำจนชินชาอาจกลายเป็นตัวเร่ง ให้สารเติมเต็มสลายตัวเร็วกว่าที่ควรจะเป็น ในขณะที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยอาจกลายเป็นตัวช่วย ชั้นดีที่ช่วยล็อกให้ใต้ตาดูอิ่มฟูสดใสไปได้อีกหลายเดือน

ระบบเผาผลาญของร่างกาย

นอกจากยี่ห้อฟิลเลอร์และพฤติกรรมภายนอกแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวกำหนดอายุของฟิลเลอร์จากภายใน ก็คือระบบเผาผลาญของร่างกาย ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ว่าทำไมในบางคน ฟิลเลอร์จึงสลายตัวเร็วกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐาน แม้จะดูแลตัวเองอย่างดีแล้วก็ตาม 

  • อัตราการเผาผลาญพื้นฐาน (BMR) ที่สูงเกินไป

คนที่มีระบบเผาผลาญทำงานได้ดีเยี่ยมหรือมีอัตราการเผาผลาญพลังงานสูง เช่น กลุ่มนักกีฬา ผู้ที่ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโออย่างหนักเป็นประจำ หรือผู้ที่มีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน ร่างกายมักจะมีอุณหภูมิภายในสูงกว่าปกติและมีการไหลเวียนโลหิตที่รวดเร็ว สภาวะนี้สามารถส่งผลให้เอนไซม์ Hyaluronidase ตามธรรมชาติในร่างกาย เข้าไปย่อยสลายสารเติมเต็ม (HA) ได้เร็วกว่าคนทั่วไป

  • การเจ็บป่วยและการอักเสบในร่างกาย

ระบบภูมิคุ้มกันมีบทบาทอย่างมากต่ออายุของฟิลเลอร์ หากร่างกายอยู่ในสภาวะอักเสบ มีการเจ็บป่วยบ่อย หรือพักผ่อนน้อยจนระบบภายในรวน เม็ดเลือดขาวอาจมองว่าฟิลเลอร์เป็นสิ่งแปลกปลอมและพยายามกำจัดออกเร็วกว่าปกติ นอกจากนี้ กระบวนการซ่อมแซมร่างกายที่ทำงานหนักเกินไปก็เป็นตัวกระตุ้นการสลายตัวของฟิลเลอร์ได้เช่นกัน

  • ความเครียดและฮอร์โมน

ความเครียดเรื้อรังส่งผลให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมน Cortisol ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพของคอลลาเจนและชั้นผิวหนัง เมื่อโครงสร้างผิวอ่อนแอลง การพยุงตัวของฟิลเลอร์ใต้ตาก็อาจทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้ดูเหมือนฟิลเลอร์ยุบตัวเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

ฟิลเลอร์ใต้ตา

สัญญาณที่บอกว่า ถึงเวลาเติมฟิลเลอร์ใต้ตาแล้ว

แม้ว่าฟิลเลอร์ใต้ตาคุณภาพสูงจะสามารถมอบผลลัพธ์ที่น่าประทับใจได้นานนับปี แต่ด้วยธรรมชาติของสารเติมเต็มประเภท Hyaluronic Acid ที่สามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติ ทำให้ความอิ่มฟูสดใสค่อยๆ ลดระดับลงอย่างช้าๆ จนบางครั้งเราอาจไม่ทันสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบวันต่อวัน 

การรอให้ฟิลเลอร์สลายตัวไปจนหมด 100% แล้วค่อยกลับไปเติมใหม่ อาจทำให้ใบหน้าดูแกว่ง หรือเห็นความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังทำชัดเจนเกินไปจนดูไม่เป็นธรรมชาติ การรู้จักสังเกตสัญญาณเตือนระยะแรก จึงเป็นเคล็ดลับสำคัญที่เหล่าบิวตี้กูรูใช้เพื่อรักษาความสดใสของใบหน้าให้คงที่อยู่เสมอ 

เริ่มเห็นร่องลึกกลับมา

สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดซึ่งบ่งบอกว่าฟิลเลอร์ใต้ตาของคุณเริ่มสลายตัว คือการกลับมามองเห็นร่องน้ำตา หรือร่องลึกลักษณะเป็นเส้นโค้งบริเวณใต้ตาอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่คุณอยู่ในสภาพแสงที่ส่องลงมาจากด้านบน เช่น แสงไฟในลิฟต์ หรือการถ่ายรูปในที่ร่ม จะเริ่มเห็นเงาดำ พาดผ่านใต้ตาชัดเจนขึ้น ซึ่งเงาเหล่านี้เกิดจากปริมาณฟิลเลอร์ที่เคยทำหน้าที่เป็นฐาน รองรับผิวเริ่มลดน้อยลง ทำให้ผิวบริเวณนั้นยุบตัวลงตามโครงสร้างกระดูกหรือไขมันเดิม 

หากคุณเริ่มสังเกตเห็นว่าดวงตาดูเหนื่อยล้าเหมือนคนพักผ่อนไม่เพียงพอ ทั้งที่ดูแลตัวเองอย่างดี นั่นคือสัญญาณเตือนว่าฟิลเลอร์ได้สลายตัวไปเกินกว่า 50% และถึงเวลาที่ควรให้แพทย์ประเมินเพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปก่อนที่ร่องจะลึกจนเห็นชัดในทุกสภาพแสง

ผิวใต้ตาดูแห้งกร้าน

หน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งของฟิลเลอร์ประเภท Hyaluronic Acid คือการดึงดูดและกักเก็บโมเลกุลน้ำไว้ใต้ชั้นผิว เพื่อให้ผิวดูฉ่ำวาวและเรียบเนียน ดังนั้น เมื่อฟิลเลอร์เริ่มสลายตัว สัญญาณที่คุณจะสัมผัสได้คือผิวบริเวณใต้ตาจะเริ่มขาดความยืดหยุ่นและดูแห้งกร้านมากกว่าปกติ คุณอาจเริ่มสังเกตเห็นริ้วรอยเล็ก ๆ ที่เคยจางหายไปกลับมาปรากฏชัดขึ้น โดยเฉพาะเวลายิ้มหรือแสดงสีหน้า ผิวจะดูไม่อิ่มน้ำและสูญเสียความเปล่งปลั่งแบบ Glass Skin ที่เคยมีในช่วงเดือนแรก ๆ หลังทำ สภาวะผิวที่ดูโรยรานี้เป็นตัวบ่งบอกอย่างดีว่าสารเติมเต็มที่ช่วยอุ้มน้ำไว้ได้ลดปริมาณลง จนไม่เพียงพอที่จะพยุงความชุ่มชื้นในระดับลึกได้อีกต่อไป

คอนซีลเลอร์เริ่มตกร่อง

สำหรับคนที่ต้องแต่งหน้าเป็นประจำ สัญญาณนี้ถือเป็นดัชนีชี้วัดที่แม่นยำมากอย่างหนึ่ง ในช่วงที่ฟิลเลอร์ใต้ตายังทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ผิวบริเวณนั้นจะเรียบเนียนสม่ำเสมอ ทำให้การลงคอนซีลเลอร์เป็นเรื่องง่าย เนื้อครีมจะกลืนไปกับผิวโดยไม่ทิ้งคราบ แต่เมื่อไหร่ที่คุณเริ่มรู้สึกว่า “คอนซีลเลอร์เริ่มตกร่อง” ระหว่างวัน หรือเครื่องสำอางเข้าไปกองตามเส้นริ้วรอยใต้ตาชัดเจนขึ้น นั่นแสดงว่าพื้นที่ใต้ผิวเริ่มสูญเสียแรงพยุงและความเรียบเนียนไปแล้ว ปริมาณฟิลเลอร์ที่ลดลงทำให้เกิดช่องว่างเล็ก ๆ ระหว่างชั้นผิว เมื่อมีการขยับกล้ามเนื้อรอบดวงตาขณะพูดหรือยิ้ม ผิวที่ขาดการเติมเต็มจะพับตัวได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้เมคอัพที่ทาไว้ดูไม่สม่ำเสมอและเน้นย้ำร่องลึกให้ดูชัดกว่าเดิม ซึ่งเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาที่ต้องกลับไปเติมฟิลเลอร์เพื่อปรับพื้นผิวให้กลับมาเนียนกริบอีกครั้ง

 

วิธีดูแลตัวเองให้ฟิลเลอร์ใต้ตาอยู่ได้นานขึ้น

การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาความคุ้มค่าที่แท้จริงวัดกันที่ระยะเวลาหลังจากนั้น หากคุณอยากให้ใต้ตาที่ดูสดใส อิ่มฟู เหมือนเพิ่งฉีดเสร็จใหม่ ๆ อยู่คู่กับใบหน้าไปให้นานที่สุด การรู้วิธีดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีคือหัวใจสำคัญ หลายคนอาจมองข้ามพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน แต่เชื่อหรือไม่ว่าวินัยในช่วง 2 สัปดาห์แรก และการปรับไลฟ์สไตล์เพียงเล็กน้อย สามารถยืดอายุของฟิลเลอร์ออกไปได้อีกหลายเดือน ในทางกลับกัน หากละเลยการดูแล ผลลัพธ์ที่ควรจะอยู่ได้เป็นปีอาจสลายตัวหายไปเร็วกว่ากำหนดจนน่าเสียดาย

งดความร้อนใน 2 สัปดาห์แรก

ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่อาจทำให้ฟิลเลอร์สลายตัวเร็วกว่ากำหนดตั้งแต่เริ่มคือ ความร้อน โดยเฉพาะในช่วง 14 วันแรกหลังจากฉีด ซึ่งเป็นช่วงที่สารเติมเต็มกำลังเริ่มประสานเข้ากับเนื้อเยื่อในร่างกาย หากบริเวณที่ฉีดได้รับความร้อนสูงเกินไป จะส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัวและเร่งกระบวนการสลายตัวของไฮยาลูรอนิกแอซิดได้ง่ายขึ้น  

ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างเฉียบพลัน เช่น การเข้าซาวน่า การอาบน้ำอุ่นจัดที่หน้าโดยตรง, การเล่นโยคะร้อน หรือแม้แต่การใช้ไดร์เป่าผมลมร้อนจัดจ่อบริเวณใบหน้า รวมถึงควรเว้นระยะการทำเลเซอร์ยกกระชับใบหน้าในบริเวณที่ฉีดอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ เพื่อให้ฟิลเลอร์เซตตัวได้อย่างคงที่และคงรูปร่างที่สวยงามไว้ได้นานที่สุด

ดื่มน้ำให้เพียงพอ

เนื่องจากฟิลเลอร์ส่วนใหญ่ผลิตจากสาร Hyaluronic Acid  ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในการดึงดูดและกักเก็บโมเลกุลน้ำได้มากถึง 1,000 เท่าของน้ำหนักตัวมันเอง ดังนั้น น้ำ จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ฟิลเลอร์ใต้ตาดูสวยเป็นธรรมชาติ หากคุณดื่มน้ำน้อยเกินไป ฟิลเลอร์จะดูแฟบลงและไม่เปล่งปลั่งเท่าที่ควร

การดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน จะช่วยให้สาร Hyaluronic Acid ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ฟิลเลอร์จะดูดซับน้ำเข้าไปเพื่อพยุงชั้นผิวให้เต่งตึงและเรียบเนียนตลอดเวลา การรักษาระดับความชุ่มชื้นจากภายในเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ใต้ตาดูสดใสไม่หมองคล้ำ แต่ยังช่วยชะลอการสลายตัวของฟิลเลอร์ให้ช้าลง ทำให้ผลลัพธ์การรักษาอยู่ได้นานขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ไม่นวดหรือกดบริเวณใต้ตา

หนึ่งในข้อห้ามที่สำคัญที่สุดในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกคือ การงดนวด คลึง หรือกดบริเวณใต้ตาอย่างเด็ดขาด เนื่องจากฟิลเลอร์ที่เพิ่งฉีดเข้าไปใหม่ๆ ยังอยู่ในช่วงการเซตตัวและประสานเข้ากับเนื้อเยื่อในร่างกาย เนื้อเจลยังมีความอ่อนตัวและสามารถเคลื่อนที่ไปยังจุดที่ไม่ต้องการได้ หากมีการนวดหรือกดทับแรงๆ อาจส่งผลให้ฟิลเลอร์ที่วางไว้ในตำแหน่งที่พอดีเกิดการเคลื่อนตัว เป็นก้อน หรือทำให้รูปทรงใต้ตาที่แพทย์ออกแบบไว้ผิดเพี้ยนไป 

ใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ Hyaluronic Acid

การดูแลจากภายในด้วยการดื่มน้ำเป็นเรื่องสำคัญ แต่การบำรุงจากภายนอกด้วยสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ Hyaluronic Acid ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพของฟิลเลอร์ใต้ตาให้ดียิ่งขึ้น การใช้เซรั่มหรืออายครีมที่มีสาร HA เข้มข้นจะช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นให้ผิวชั้นบน ลดการสูญเสียน้ำในผิว และช่วยให้ผิวบริเวณใต้ตาดูอิ่มเอิบรับกับฟิลเลอร์ที่ฉีดไว้ในชั้นลึก

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

การพักผ่อนไม่ใช่แค่เรื่องของพลังงาน แต่มีผลโดยตรงต่อคุณภาพผิวและอายุของฟิลเลอร์ เพราะในขณะที่เรานอนหลับ ร่างกายจะเข้าสู่กระบวนการซ่อมแซมเซลล์และปรับสมดุลฮอร์โมน การอดนอนหรือนอนน้อยสะสมจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียด ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่เข้าไปทำลายคอลลาเจนและเร่งกระบวนการอักเสบในระดับเซลล์ ส่งผลให้สารเติมเต็มสลายตัวได้เร็วขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น 

นอกจากนี้ การนอนหลับที่เพียงพอ ยังช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดี ลดการคั่งของของเหลวใต้ตาที่เป็นสาเหตุของอาการบวมและรอยคล้ำ การรักษาสุขภาพจากภายในด้วยการนอนหลับที่มีคุณภาพ จึงถือเป็นวิธีธรรมชาติที่ช่วยคงสภาพ ให้ฟิลเลอร์ใต้ตาดูอิ่มฟู ไม่ดูโทรมหรือยุบตัวเร็ว และช่วยให้ผลลัพธ์จากการฉีดฟิลเลอร์ดูสดใสเป็นธรรมชาติยาวนานที่สุด

รีวิวฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

ข้อควรระวัง อย่าหลงเชื่อฟิลเลอร์ที่ อยู่ได้ตลอดไป

ในโลกของความงามที่ใครๆ ก็อยากสวยถาวร มักจะมีคำโฆษณาชวนเชื่อที่น่าดึงดูดใจ เช่น ฟิลเลอร์กึ่งถาวร หรือ ฟิลเลอร์ชนิดอยู่ได้ตลอดไป 5-10 ปี ในราคาที่ถูกเหลือเชื่อ แต่ในความเป็นจริงของวงการแพทย์ผิวหนังและศัลยกรรมความงามนั้น ฟิลเลอร์แท้ที่ปลอดภัยต้องสลายตัวได้เอง 100% เท่านั้น การหลงเชื่อฉีดสารเติมเต็มที่ไม่อาจสลายตัวได้เองตามธรรมชาติ หรือที่เรียกกันติดปากว่า ฟิลเลอร์ปลอม (มักเป็นสารจำพวกซิลิโคนเหลว, พาราฟิน หรือน้ำมันต่าง ๆ) อาจนำมาซึ่งฝันร้ายในระยะยาวที่คุณคาดไม่ถึง 

  1. การเคลื่อนที่และย้อยผิดรูป: สารที่ไม่สลายตัวจะทำปฏิกิริยากับแรงโน้มถ่วงโลก เมื่อเวลาผ่านไปฟิลเลอร์เหล่านั้นจะค่อย ๆ ย้อยลงมาที่โหนกแก้มหรือร่องแก้ม ทำให้ใบหน้าดูผิดรูปและแก้ยากมาก
  2. การเกิดก้อนแข็งและพังผืด: ร่างกายจะมองว่าสารเหล่านี้เป็นสิ่งแปลกปลอมและพยายามสร้างพังผืดมาล้อมรอบ ส่งผลให้ใต้ตาดูเป็นก้อนแข็ง ขรุขระ ไม่เรียบเนียน และอาจเกิดการอักเสบเรื้อรังจนผิวบริเวณนั้นแดงหรือม่วงคล้ำ
  3. ฉีดสลายไม่ได้ ต้องผ่าตัดออกเท่านั้น: ฟิลเลอร์แท้สามารถใช้เอนไซม์ฉีดสลายได้ทันทีหากไม่พอใจผลลัพธ์ แต่สารเติมเต็มถาวรเหล่านี้ไม่สามารถฉีดสลายได้ การเอาออกทำได้เพียงการขูด หรือ ผ่าตัดซึ่งเสี่ยงต่อการโดนเส้นประสาทสำคัญและอาจทิ้งรอยแผลเป็นไว้ถาวร

สรุปบทความ

การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นทางลัดที่ช่วยเปลี่ยนใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้าให้กลับมาสดใสได้อย่างรวดเร็ว แต่คำตอบของคำถามที่ว่า ฟิลเลอร์ใต้ตา อยู่ได้นานไหม?  นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงแค่ยี่ห้อที่เลือกใช้ แต่ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองอย่างมีวินัยของตัวผู้ใช้เองด้วย 

โดยเฉลี่ยแล้วฟิลเลอร์แท้คุณภาพสูงจะมอบผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจได้นานประมาณ 6 – 18 เดือน ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการไม่ต้องพักฟื้นและเห็นผลทันที อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการคงสภาพความสวยคือการเลือกใช้ฟิลเลอร์ที่เหมาะสมกับปัญหาผิว ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงปัจจัยทำลายฟิลเลอร์ในช่วงแรก 

ความสวยที่คุ้มค่าที่สุดคือความสวยที่ปลอดภัย การตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาควรทำกับแพทย์ที่มีประสบการณ์ ในคลินิกที่ได้มาตรฐาน และใช้ผลิตภัณฑ์ที่ตรวจสอบได้ว่าสลายตัวได้เอง 100% เพื่อให้ดวงตาของคุณดูสดใส อิ่มฟู และส่งเสริมบุคลิกภาพให้ดูดีอย่างเป็นธรรมชาติในระยะยาว

 

ถ้ากำลังมองหาที่ปรึกษาเรื่องการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา สามารถติดต่อ OHM Clinic ได้ที่

LINE: LINE

สาขา เกษตรนวมินทร์

CALL: 085-1685656

สาขา 101 True digital Park

CALL: 085-1888855

สาขา Siam Square One

CALL : 083-9829292

ข้อมูลโดย

แพทย์หญิง พิมบุษพร สิงหอัศวรัตน์

รายละเอียด