ฟิลเลอร์ใต้ตา อันตรายไหม? ความเสี่ยง ภาวะแทรกซ้อน การป้องกัน และการแก้ไข

ฟิลเลอร์ใต้ตา
Table of contents

ปัญหาใต้ตาคล้ำ ใต้ตาโทรม หรือมีร่องลึกรอบดวงตา มักทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าและมีอายุเกินจริง การฉีด ฟิลเลอร์ใต้ตา จึงกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกยอดนิยมที่ช่วยเติมเต็มและแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลายคนกังวลและสงสัยคือ “ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา อันตรายไหม?” คำตอบคือ เช่นเดียวกับการรักษาความงามทุกชนิด ย่อมมีความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง การเลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์ และการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม ก็สามารถลดความเสี่ยงเหล่านี้ลงได้อย่างมาก บทความนี้ OHM Clinic จะมาให้ความรู้ทุกแง่มุมของการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาอย่างละเอียด เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยที่สุด

 

ฟิลเลอร์ใต้ตา คืออะไร และช่วยแก้ปัญหาอะไร?

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า “ฟิลเลอร์” ที่เรากำลังพูดถึงคืออะไร และทำงานอย่างไร ฟิลเลอร์ใต้ตา คือสารเติมเต็มประเภท Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งเป็นสารที่พบได้ตามธรรมชาติในร่างกาย มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำและเพิ่มปริมาตร เมื่อฉีดเข้าไปบริเวณใต้ตาที่มีปัญหา จึงช่วยเติมเต็มในส่วนที่บกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นร่องน้ำตาที่ลึก (Tear Trough), ใต้ตาที่ดูตอบหรือเป็นเบ้าลึก, หรือแม้กระทั่งช่วยลดความคล้ำที่เกิดจากเงาของร่องลึก การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นการรักษาที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนสูง เพราะผิวหนังบริเวณนี้บางมาก และมีเส้นเลือดสำคัญอยู่ใกล้เคียง การเลือกชนิดฟิลเลอร์และเทคนิคการฉีดจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าควรใช้ ฟิลเลอร์ใต้ตา ใช้กี่ CC เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและปลอดภัย

ใต้ตามีปัญหาแบบไหนที่ต้องใช้ฟิลเลอร์?

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าปัญหาใต้ตาของเราเหมาะสมกับการแก้ไขด้วยฟิลเลอร์? การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาหลัก ๆ ดังนี้

  • ร่องน้ำตา (Tear Trough Deformity): เป็นร่องลึกที่เริ่มต้นจากหัวตาเฉียงลงมา ทำให้เกิดเงาและดูคล้ำ
  • ใต้ตาตอบเป็นเบ้า: เกิดจากการยุบตัวของกระดูกเบ้าตาและไขมันใต้ตา ทำให้ใต้ตาดูโหล
  • ถุงใต้ตาที่เกิดจากไขมันเลื่อนตัว: ในบางกรณีที่ถุงใต้ตาไม่ใหญ่มาก การเติมฟิลเลอร์บริเวณร่องน้ำตาด้านล่างถุงก็สามารถช่วยอำพรางให้ดูเรียบเนียนขึ้นได้

หากปัญหาเกิดจากเม็ดสีเมลานินมากเกินไป (Pigmentation) หรือถุงใต้ตาขนาดใหญ่มาก อาจต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย ดังนั้นการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด

ฟิลเลอร์ใต้ตา อันตรายไหม?

เป็นคำถามที่อยู่ในใจของทุกคน และคำตอบที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือ ฟิลเลอร์ใต้ตา มีความเสี่ยงและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้จริงครับ แต่ส่วนใหญ่มักเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ป้องกันได้ และเกิดจากปัจจัยภายนอกมากกว่าตัวสารฟิลเลอร์เอง หากพิจารณาตามมาตรฐานความปลอดภัยที่ยอมรับโดยองค์การอาหารและยา (อย.) ฟิลเลอร์ประเภท Hyaluronic Acid (HA) ถือเป็นสารที่ปลอดภัยและสามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ 

ดังนั้น ความอันตรายส่วนใหญ่จึงมักเกี่ยวข้องกับเทคนิคการฉีด ความชำนาญของแพทย์ และคุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นหลัก การเลือกคลินิกและแพทย์จึงเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากฟิลเลอร์ใต้ตา

ภาวะแทรกซ้อนจากการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ คือภาวะแทรกซ้อนเล็กน้อย (Mild) ที่พบบ่อยและมักหายได้เอง และภาวะแทรกซ้อนรุนแรง (Severe) ที่พบน้อยมากแต่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ภาวะแทรกซ้อนเล็กน้อย

ภาวะเหล่านี้มักเกิดขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังการฉีด และส่วนใหญ่มักจะดีขึ้นเอง

  • อาการบวม ช้ำ แดง บริเวณที่ฉีด: เป็นปฏิกิริยาปกติที่เกิดขึ้นจากการฉีด ซึ่งจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 2-7 วัน
  • เป็นก้อน หรือขรุขระ: อาจเกิดจากการใช้ฟิลเลอร์ผิดชนิด ฉีดตื้นเกินไป หรือการนวดที่ไม่เหมาะสม หากเป็นก้อนที่ไม่รุนแรง แพทย์อาจนวดแก้ไข หรือฉีดสลายได้
  • เกิด Tyndall Effect: คือผิวบริเวณที่ฉีดดูเป็นสีฟ้าอมเขียว เกิดจากการฉีดฟิลเลอร์ตื้นเกินไปจนแสงไปกระทบกับสาร HA มักแก้ไขด้วยการฉีดสลายฟิลเลอร์

ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

นี่คือสิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษ แม้จะเกิดขึ้นได้น้อยมาก แต่ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

  • เส้นเลือดอุดตัน นำไปสู่เนื้อตาย หรือตาบอด: ถือเป็นภาวะที่ร้ายแรงที่สุดและต้องได้รับการรักษาภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังการฉีด เป็นผลมาจากการที่ฟิลเลอร์ถูกฉีดเข้าไปในหลอดเลือดและอุดกั้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้เนื้อเยื่อขาดออกซิเจน ฟิลเลอร์ใต้ตา อันตรายไหม จึงมักถูกเชื่อมโยงกับภาวะนี้ แต่หากแพทย์มีความรู้กายวิภาคดีเยี่ยมและใช้เทคนิคที่เหมาะสม เช่น การใช้เข็มทู่ (Cannula) ความเสี่ยงจะต่ำมาก
  • ติดเชื้อรุนแรง หรือปฏิกิริยาแพ้: การติดเชื้ออาจเกิดจากขั้นตอนที่ไม่สะอาด หรือภาวะแพ้ต่อสารประกอบในฟิลเลอร์
  • ฟิลเลอร์เคลื่อนที่: เกิดขึ้นได้น้อย โดยเฉพาะถ้าใช้ฟิลเลอร์ที่ออกแบบมาสำหรับผิวหนังบริเวณนี้ แต่หากมีการใช้ฟิลเลอร์ผิดชนิด หรือมีการนวดกดทับอย่างรุนแรงก็อาจทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนที่ได้

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอันตรายจากการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

อันตรายส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากตัวสารฟิลเลอร์เอง แต่มาจากหลายปัจจัยรวมกัน ซึ่งคุณสามารถหลีกเลี่ยงได้หากตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้

1. ปัญหาความชำนาญจากแพทย์ผู้ฉีด

นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดครับ! การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาต้องอาศัยความรู้กายวิภาคของใบหน้าและประสบการณ์สูง หากแพทย์ขาดความชำนาญ อาจทำให้ฉีดผิดชั้นผิว หรือพลาดไปโดนเส้นเลือดสำคัญ

2. ฉีดผิดตำแหน่งหรือผิดชั้นผิวหนัง

บริเวณใต้ตามีหลายชั้น การฉีดตื้นไปอาจทำให้เกิด Tyndall Effect หรือเป็นก้อนได้ง่าย การฉีดในชั้นที่ลึกเกินไปในบางตำแหน่งก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการอุดตันของเส้นเลือด

3. ใช้ฟิลเลอร์ปลอมหรือไม่ได้มาตรฐาน อย.

การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้คุณภาพ ไม่ผ่านการรับรอง หรือเป็นของปลอม คือความเสี่ยงที่คุณไม่ควรแลกเลย ฟิลเลอร์ใต้ตาของแท้เท่านั้นจึงจะมั่นใจในความบริสุทธิ์และกระบวนการผลิต

4. เลือกใช้ชนิดฟิลเลอร์ที่ไม่เหมาะสมกับชั้นใต้ตา

ฟิลเลอร์แต่ละรุ่นถูกออกแบบมาให้มีความหนืด (Viscosity) และความยืดหยุ่น (Elasticity) ที่ต่างกัน หากใช้ฟิลเลอร์เนื้อแข็งเกินไปฉีดบริเวณใต้ตาที่ผิวบาง อาจทำให้เกิดก้อนได้ง่าย

5. ใช้ฟิลเลอร์ถาวรซึ่งไม่สามารถสลายเองได้

ปัจจุบันการแพทย์ไม่แนะนำให้ใช้ฟิลเลอร์ถาวรในบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะใต้ตา เนื่องจากหากเกิดปัญหามักแก้ไขได้ยากและอาจต้องใช้การผ่าตัด

6. ติดเชื้อ

เกิดจากการที่คลินิกไม่ได้มาตรฐาน ไม่สะอาด หรือขั้นตอนการฉีดไม่ปราศจากเชื้อ หากเกิดการติดเชื้อขึ้น จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะหรืออาจต้องมีการระบายหนองออก

7. แพ้สารประกอบในฟิลเลอร์

แม้จะเกิดขึ้นได้น้อยมาก แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะแพ้สารอื่น ๆ ที่ผสมอยู่ในฟิลเลอร์ อาการแพ้อาจแสดงออกได้ตั้งแต่ผื่นแดง บวมมาก ไปจนถึงอาการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) ในบางกรณี

8. ไม่ดูแลตัวเองตามคำแนะนำหลังการฉีด

หลังการฉีด คุณควรดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อและการผิดรูป การละเลยคำแนะนำ เช่น การนวดคลึงบริเวณที่ฉีด อาจทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนที่หรือเป็นก้อนได้ง่าย

 

 

8 วิธีป้องกันที่ดีที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงฟิลเลอร์ใต้ตา

การป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไขเสมอ ด้วย 8 วิธีนี้จะช่วยให้คุณมั่นใจและลดความเสี่ยงอันตรายจากการฉีด ฟิลเลอร์ใต้ตา ได้อย่างแท้จริง

วิธีป้องกันก่อนการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

  1. เลือกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิลเลอร์ใต้ตาโดยเฉพาะ: ตรวจสอบประวัติ ผลงาน และประสบการณ์ของแพทย์ ว่าเคยผ่านการอบรมและมีประสบการณ์ในการฉีดฟิลเลอร์บริเวณใต้ตามามากน้อยแค่ไหน
  2. เลือกคลินิกที่สะอาดและน่าเชื่อถือ: คลินิกต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการที่ถูกต้อง สถานที่สะอาด ได้มาตรฐาน และมีอุปกรณ์ฉุกเฉินพร้อมรับมือภาวะแทรกซ้อน
  3. ตรวจสอบกล่องและเลขทะเบียน อย.: ต้องมีการแกะกล่องใหม่ต่อหน้า และตรวจสอบว่าเป็นฟิลเลอร์แท้ที่ผ่านการรับรองจาก อย. การตรวจสอบนี้ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการยืนยัน ยี่ห้อฟิลเลอร์ใต้ตา ที่คุณเลือกใช้ว่ามีคุณภาพและมาตรฐานการผลิตที่เชื่อถือได้
  4. สอบถามแพทย์เรื่องการใช้ฟิลเลอร์ที่เหมาะสมกับปัญหาใต้ตา: ให้แพทย์อธิบายถึงชนิดฟิลเลอร์ที่จะใช้และเหตุผลในการเลือกใช้
  5. แจ้งประวัติสุขภาพและยาที่ทานให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด: โดยเฉพาะโรคประจำตัว การแพ้ยา และประวัติการฉีดฟิลเลอร์มาก่อน
  6. งดอาหารเสริมและยาบางชนิดที่อาจเพิ่มความช้ำ: เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน วิตามินอี หรือน้ำมันปลา ก่อนการฉีดตามคำแนะนำของแพทย์

 

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

วิธีป้องกันหลังการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

  1. ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด: ไม่ว่าจะเป็นการงดนวดหน้า งดการสัมผัสแรง ๆ หรือการประคบเย็นตามความเหมาะสม
  2. สังเกตอาการและรีบปรึกษาแพทย์หากมีอาการผิดปกติ: หากมีอาการปวดรุนแรง มีสีผิวที่เปลี่ยนไปเป็นสีม่วงคล้ำหรือซีดขาวอย่างรวดเร็ว หรือมีปัญหาการมองเห็น ต้องรีบแจ้งแพทย์ทันที

การแก้ไขเมื่อเกิดปัญหาฟิลเลอร์ใต้ตา

​​หากเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแบบเล็กน้อยหรือรุนแรง การแก้ไขจะต้องดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น นี่คือตัวอย่างปัญหาที่อาจเจอได้และวิธีแก้ไข

ฉีดสลายฟิลเลอร์ (แก้ไขเมื่อเป็นก้อน หรือฉีดผิดตำแหน่ง)

ในกรณีที่เกิดภาวะแทรกซ้อนที่สามารถแก้ไขได้ เช่น เป็นก้อน หรือฉีดผิดตำแหน่ง แพทย์จะใช้เอนไซม์ Hyaluronidase ฉีดเพื่อสลายฟิลเลอร์ประเภท HA ซึ่งเอนไซม์นี้จะช่วยให้ฟิลเลอร์สลายตัวและอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงใช้ในการรักษาภาวะเส้นเลือดอุดตันด้วย

ขูดหรือผ่าตัดเอาฟิลเลอร์ออก (แก้ฟิลเลอร์ถาวรหรือกรณีรุนแรง)

หากเป็นฟิลเลอร์ถาวรที่ไม่สามารถสลายได้ หรือในกรณีที่เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น การติดเชื้อที่ไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ หรือมีก้อนขนาดใหญ่ แพทย์อาจพิจารณาการขูดหรือผ่าตัดเพื่อนำฟิลเลอร์ออกจากบริเวณใต้ตา

สรุป

คำถามที่ว่า ฟิลเลอร์ใต้ตา อันตรายไหม? สามารถตอบได้ว่า “อันตรายน้อยมาก” หากอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ที่มีประสบการณ์ ใช้ผลิตภัณฑ์ ฟิลเลอร์ใต้ตา แท้ที่ได้มาตรฐาน และคุณเองก็ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด OHM Clinic ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสูงสุด และเราเข้าใจดีว่าความสวยงามต้องมาพร้อมกับความมั่นใจ ดังนั้น หากคุณกำลังมองหาวิธีแก้ไขปัญหาใต้ตา การเลือกแพทย์และคลินิกที่ถูกต้องคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในการลดความเสี่ยงและได้รับผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

หากสนใจเข้ารับคำปรึกษาบริการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาที่ OHM Clinic สามารถติดต่อได้ที่

LINE: LINE

สาขา เกษตรนวมินทร์

CALL: 085-1685656

สาขา 101 True digital Park

CALL: 085-1888855

สาขา Siam Square One

CALL : 083-9829292

ข้อมูลโดย

นายแพทย์ ดิษฐพงศ์ สัตตบงกช

รายละเอียด